ชื่อบทความ(ภาษาไทย): สภาพการผลิต ต้นทุน ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และความอยู่ดีมีสุขของเกษตรกรรายย่อย
ที่เลี้ยงโคเนื้อในจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ 1/
ชื่อบทความ(ภาษาอังกฤษ): Productivity, Production Cost, Economic Return and Well-being Happiness of Smallholder Cattle Farmers in Surin and Buriram Provinces, Thailand1/
ชื่อผู้เขียน(ภาษาไทย): สุวิช บุญโปร่ง2/ ฉลองชัย ชุ่มชื่น3/พิชิต ชุ่มเจริญ4/
ชื่อผู้เขียน(ภาษาอังกฤษ): Suvit Boonprong2/ Charongchai Chumcheen3/Pichit Chumcharoen4/
Online: Online 4 Dcember 2015
หน้าบทความ: 78-108
คำสำคัญ: สภาพการผลิต,ต้นทุน,ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ,ความอยู่ดีมีสุข,โคเนื้อ,productivity, production cost, economic return, well-being happiness, cattle

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์การศึกษาครั้งนี้ เพื่อศึกษาสภาพการผลิต ต้นทุน ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และความอยู่ดีมีสุขของเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงโคเนื้อในจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างจังหวัดละ 400 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน 2557 ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ เลี้ยงโคเฉลี่ย 9.85 และ 8.67 ตัว ตามลำดับ มีประสบการณ์ในการเลี้ยงโคเฉลี่ย 16.58 และ 15.45 ปี ตามลำดับ พันธุ์โคที่เลี้ยงส่วนใหญ่ ได้แก่ โคลูกผสมบราห์มัน – พื้นเมือง และ โคพื้นเมือง การเลี้ยงดูโคเนื้อส่วนใหญ่ปล่อยแทะเล็มในพื้นที่สาธารณะ มีพื้นที่แปลงหญ้าเลี้ยงโค เท่ากับ 6.07 และ 5.63 ไร่ ตามลำดับ โดยจำแนกเป็นแปลงปลูกหญ้า 1.62 และ 1.75 ไร่ ตามลำดับ และมีพื้นที่แปลงหญ้าสาธารณะ 4.45 และ 3.88 ไร่ ตามลำดับ การจำหน่ายโคเนื้อ เกษตรกรในพื้นที่ทั้งสองจังหวัดจำหน่ายโคช่วงอายุระหว่าง 2 ปี – ไม่เกิน 3 ปี รองลงมา คือ อายุระหว่าง 1 ปี – ไม่เกิน 2 ปี ด้านต้นทุนการผลิตโค พบว่า เกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์มีต้นทุนการผลิตโคเฉลี่ยต่อตัวต่ำกว่าเกษตรกรในจังหวัดบุรีรัมย์ (P<0.05) โดยต้นทุนการผลิตโคเฉลี่ยตัวละ 9,722.40 และ 10,035.94 บาท ตามลำดับ เกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ จำหน่ายโคในปี พ.ศ. 2557 เท่ากับ 4.25 และ 3.70 ตัว ตามลำดับ มีรายได้จากการจำหน่ายโคเฉลี่ยตัวละ 23,165.35 และ 22,854.50 บาท ตามลำดับ โดยมีกำไรเฉลี่ยตัวละ เท่ากับ 13,442.95 และ 12,818.56 บาท ตามลำดับ จำหน่ายมูลโคเฉลี่ยกิโลกรัมละ 0.96 และ 1.00 บาท ตามลำดับ จำนวนมูลโคที่จำหน่ายทั้งสิ้นเฉลี่ย 8,875.45 และ 8,976.53 กก. ตามลำดับ มูลค่าจากการจำหน่ายมูลโคเฉลี่ย เท่ากับ 8,500.50 และ 8,985.45 บาท ตามลำดับ และเมื่อคิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการจำหน่ายโคและมูลโค พบว่า เกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์มีกำไรสูงกว่าเกษตรกรในบุรีรัมย์ (P<0.05) โดยมีกำไรเฉลี่ยทั้งสิ้น 65,633.04 และ 56,414.12 บาทต่อราย ตามลำดับ สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการเลี้ยงโคของเกษตรกร เรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ พื้นที่เลี้ยงโคมีจำกัดไม่เพียงพอ พันธุ์โคเนื้อมีราคาแพง ขาดแคลนแหล่งเงินกู้ยืมราคาถูก ขาดแคลนพันธุ์หญ้าคุณภาพดี ไม่มีการประกันราคาโคเนื้อเมื่อราคาตกต่ำ พันธุ์และขนาดโคที่ต้องการซื้อมีจำกัด ราคาอาหารข้นราคาแพง การผสมเทียมโคติดยาก และขาดความรู้ในการจัดการฟาร์มที่ดี ส่วนระดับความอยู่ดีมีสุขและความสุขของเกษตรกรต่อการเลี้ยงโคในปัจจุบัน พบว่า ไม่แตกต่างกันทางสถิติ โดยเกษตรกรในพื้นที่ทั้งสองจังหวัด มีความอยู่ดีมีสุขในด้านเศรษฐกิจและด้านสุขภาพอนามัย ในระดับมาก ส่วนด้านสังคม ด้านครอบครัว ด้านวัฒนธรรม และความเชื่อ และความอยู่ดีมีสุขโดยรวมทุกด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ระดับความสุข พบว่า เกษตรกรในพื้นที่ทั้งสองจังหวัดมีความสุข ในระดับมีความสุขมาก

Abstract

The objectives of this study were to examine productivity, production cost, economic return and well-being happiness of smallholder cattle farmers in Surin and Buriram provinces, Thailand. The 400 farmers per province were interviewed from September to November 2014. The results showed that farmers in Surin and Buriram provinces kept cattle with the average 9.85 and 8.67 animals per household, respectively. They had experiences in raising cattle with the average 16.58 and 15.45 years, respectively. The majority of cattle breeds were Brahman-Thai indigenous crossbreds and Thai indigenous cattle. The majority of their animals were kept by grazing in public lands. The pastures for raising were 6.07 and 5.63 Rai per family, respectively. The grasslands owned by farmers were 1.62 and 1.75 Rai, respectively and belonged to the public lands were 4.45 and 3.88 Rai, respectively. The selling of beef cattle in two provinces was found that they sold their cattle when animals were between 2 to <3 years old followed by of 1 to <2 years. In the terms of production cost it was found that the farmers in Surin province had lower cost of production than farmers in Buriram province (P<0.05). Their average cost of productions were 9,722.40 and 10,035.94 Baht per head, respectively. They sold 4.25 and 3.70 animals in 2014, respectively. The income from selling cattle were 23,165.35 and 22,854.50 Baht per animal. Moreover, they sold cattle manure 0.96 and 1.00 Baht per kg. Each farmer sold total manures of 8,875.45 and 8,976.53 kg, and the incomes from those were 8,500.50 and 8,985.45 Baht, respectively. In the terms of economic return it was found that farmers in Surin province were more profitable from selling cattle and manures than farmers in Surin province (P<0.05). The profits were 65,633.04 and 56,414.12 Baht per farmer, respectively. The problems and obstacles on raising cattle of those farmers in descending order were as follows: lacking the area for raising cattle, expensive breeding stock, lacking of soft loans, lacking varieties of forage crops with high quality, limitation of breeders and proper size of beef cattle, high price of concentrates, poor conception in artificial insemination and lacking of knowledge for management in farm. A study on well-being happiness and happiness level showed that the levels did not significantly differ between farmers in Surin and in Buriram province. The farmers in both provinces had well-being happiness in economic and health which were at high level. They had well-being happiness in social, families, cultural beliefs and total well-being happiness at a very high level. Moreover, their happiness was at a high level.


1/ เลขทะเบียนวิชาการ: 58(2)-0206-089
2/ กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
3/ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์สุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ 32000
4/ สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์บุรีรัมย์ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ 31220